วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปบทที่ 5



สรุปบทที่ 5
E-commerce



ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Business)


       คือ กระบวนการดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เรียกว่าองค์การเครือข่ายร่วม (Internetworked Network) ไม่ว่าจะเป็นการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) การติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน หรือแม้แต่ระบบธุรกิจภายในองค์กร


พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce)
คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้ 



กรอบการทำงาน (E-Commerce  Framework)



การประยุกต์ใช้ (E-commerce Application)
   -การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Retailing)
   -การโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Advertisement)
   -การประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auctions)
   -การบริการอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service)
   -รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government)
   -การพาณิชย์ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่(M-Commerce : Mobile Commerce)

โครงสร้างพื้นฐาน (E-Commerce Infrastructure)
         องค์ประกอบหลักสำคัญด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแบ่งออกเป็น ส่วนได้แก่
1.ระบบเครือข่าย (Network)
2.ช่องทางการติดต่อสื่อสาร(Chanel Of Communication)
3.การจัดรูปแบบและการเผยแพร่เนื้อหา (Format & Content Publishing)
4.การรักษาความปลอดภัย (Security)


 การสนับสนุน (E-Commerce Supporting)
       ส่วนของการสนับสนุนจะทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนส่วยของการประยุกต์ใช้งานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้าน ที่ทำหน้าที่ค้ำจุนให้หลังคาบ้านอย่างไรก็ตามเสาบ้านก็ต้องอาศัยพื้นบาน ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงต่อไป สำหรับส่วนสนับสนุนของ E-Commerce มีองค์ประกอบ ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้
   1.การพัฒนาระบบงาน E-Commerce Application Development
   2.การวางแผนกลยุทธ์ E-Commerce Strategy
   3.กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ E-Commerce Law
   4.การจดทะเบียนโดเมนเนม Domain Name Registration
   5.การโปรโมทเว็บไซต์ Website Promotion


การจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์



กลุ่มธุรกิจที่ค้ากำไร (Profits Organization)
Business-to-Business (B2B)
Business-to-Customer (B2C)
Business-to-Business-to-Customer (B2B2C)
Customer-to-Customer (C2C)
Customer-to-Business (C2B)
Mobile Commerce


E-Commerce Business Model

แบบจำลองทางธุรกิจหมายถึง วิธีการดำเนินการทางธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้ อันจะทำให้บริษัทอยู่ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ให้กับสินค้าและบริการ
วิธีการที่องค์กรคิดค้นขึ้นมาเพื่อประยุกต์ใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างเต็มที่ อันจะก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุดและเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ


ธุรกิจที่หารายได้จากค่าสมาชิก
            ตัวอย่าง  ได้แก่ AOL (ธุรกิจ ISP) , Wall  Street  Journal (หนังสือพิมพ์) , JobsDB.com (ข้อมูลตลาดงาน)  ธุรกิจในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจที่ได้กำไรแล้วเนื่องจากรายได้จากค่าสมาชิกเป็นรายได้ที่มีความมั่นคงกว่ารายได้จากแหล่งอื่น  ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจที่จะสามารถหารายได้จากค่าสมาชิธุรกิจ

ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
            ได้แก่  Consonus (ธุรกิจศูนย์ข้อมูล และ ASP) , Pay  Pal (ธุรกิจชำระเงินออนไลน์) และ FedEx (บริการจัดส่งพัสดุ)  ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของตลาด
 E-Commerce  หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวและมีผู้ประกอบการ E-Commerce มากรายได้ของธุรกิจเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น

ธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์
             ได้แก่ Amazon (หนังสือ) , 7dream (ของชำ) , EthioGift (ของขวัญวันเทศกาลของเอธิโดเปีย)  รายได้หลักของธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์มาจากการจำหน่ายสินค้า  การประกอบการโดยไม่ต้องมีร้านค้าทางกายภาพจะช่วยให้ตนมีต้นทุนที่ต่ำ และสามารถขายสินค้าให้แก่ ลูกค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน

ธุรกิจที่หารายได้จากโฆษณา
             ธุรกิจ E-Commerce  ที่หวังรายได้จากการโฆษณาซบเซาลงไปมาก  เนื่องจากการเข้าสู้ตลาดดังกล่าวทำได้ง่าย  ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงได้แก่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจในแนวเดียวกัน  ตัวอย่างของธุรกิจที่หารายได้จากการโฆษณาที่ยังคงสามารถทำกำไรได้ คือ Yahoo!  ธุรกิจที่หารายได้จากการแนะนำลูกค้าให้แก่เว็บไซต์อื่นๆซึ้งคล้ายกับการหารายได้จากค่าโฆษณา

บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
             ตัวอย่าง  ได้แก่  MERX (การให้ข้อมูลการประกวดราคาของโครงการรัฐบาล) , Buyes.Gov  (การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ) และ eCitizen (การให้บริการของรัฐแก่ประชาชน)  การบริการในกลุ่มนี้มักมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและธุรกิจในการติดต่อกับภาครัฐ (eCitizen) เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน (MERX)  เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของภาครัฐ (Buyers.Gov) 

ธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์
              ธุรกิจกลุ่มนี้มีรูปแบบการหารายได้ทั้งในแบบ B2C ซึ่งหารายได้จากการจำหน่ายสินค้าส่วนเกินของบริษัทโดยไม่เกิดความขัดแย้งกับช่องทางเดิม  รูปแบบธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์อีกประเภทหนึ่งคือแบบ C2C ธุรกิจในกลุ่มนี้จะหารายได้จาค่านายหน้าในการให้บริการตลากประมูลซึ่งช่วยจับคู่ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน  ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจประมูลแบบ B2C คือความสามารถในการหาสินค้าที่มีคุณภาพดีแต่มีต้นทุนต่ำมาประมูลขาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการมีพันธมิตรรายใหญ่ที่มีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก

ธุรกิจที่ใช้ E-Commerce ในการเพิ่ม Productivity
               ได้แก่  การบริหารซัพพายเชน (Supply Chain Management)  และการให้บริการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management)  ระบบบริหารซัพพลายเชนดังกล่าวมักจะช่วยลดต้นทุนในการติดต่อกับซัพพลายเออร์  ลดต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (Inventory)  ระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถให้บริหารลูกค้าโดยมีต้นทุนที่ลดลงจากการลดพนักงานหรือสำนักงานทางกายภาพ  ในขณะที่สามารถเพิ่มหรือรักษาระดับความพึ่งพอใจของลูกค้าได้เพิ่มผลิตภาพของธุรกิจจากการนำเอาระบบ E-Commerce มาใช้ในทั้งสองลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น


ข้อแตกจ่างระหว่างการทำธุรกิจทั่วไปกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์



ข้อดีและข้อเสียของ E-Commerce

ข้อดี

1.สามารถเปิดดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
2.สามารถดำเนินการค้าขายได้อย่างอิสระทั่วโลก
3.ใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ
4.ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในระหว่างการดำเนินการ
5.ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์ และยังสามารถประชาสัมพันธ์ในครั้งเดียวแต่ไปได้ทั่วโลก
6.สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เนตได้ง่าย
7.ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
8.ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านขายสินค้าจริงๆ

ข้อเสีย
1.ต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบที่มีประสิทธิภาพ
2.ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการอินเทอร์เนตได้
3.ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิต
4.ขาดกฎหมายรองรับในเรื่องการดำเนินการธุรกิจขายสินค้าแบบออนไลน์
5.การดำเนินการทางด้านภาษียังไม่ชัดเจน


วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ลอยกระทงของฉัน



ลอยกระทงของฉัน

ประวัติความเป็นมาคราวๆๆๆๆ

             ประเพณียี่เป็งเป็นงานประเพณีอันยิ่งใหญ่แห่งดินแดนล้านนา ที่ได้ปฎิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล "ยี่เป็ง" หรือวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 อันเป็นช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส
            ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวล้านนาอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำก็คือ การจุดประทีปโคมลอยขึ้นไปสว่างไสวบนท้องฟ้า โดยมีคติความเชื่อว่า เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี บนสรวงสวรรค์
             ความเชื่อของการลอยกระทงเพื่อลอยทุกข์ ลอยโศกให้ลอยหายไปพร้อมกับกระทงด้วยการตัดเล็บ ผม และเงินใส่ลงไปในกระทง สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่มีมาในในภายหลัง เป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจ แต่ความจริงเราไม่สามารถที่จะลอยทุกข์โศกให้หมดไปได้ด้วยการลอยกระทง  ดังนั้นถ้าจะให้ทุกข์โศก โรคภัย เคราะห์ร้ายออกไปด้วย เราต้องสร้างบุญ โดยในตอนกลางวัน ก่อนที่จะไปลอยกระทง เราก็ไปทำบุญที่วัดก่อน แล้วนำบุญนั้นมาอธิษฐานในคืนวันลอยกระทง ด้วยกุศลผลบุญนี้ขอให้ทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายออกไปจากใจของข้าพเจ้า



ลอยกระทงของฉัน

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ



          ในค่ำคืนที่แสงกระจ่างของพระจันทร์เต็มดวงและส่องแสงกระทบน้ำ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 เป็นวันลอยกระทงของทุกปีซึ่งในปีที่ผ่านมาฉันต้องลอยกระทงคนเดียตลอดเสมอมา  ซึ่งมันอาจจะเหงาและอ้างว้างบ้าง ได้แต่อิจฉาคนมีคู่  (T-T) ซึ่งในปีนี้ก็เหมือนปีที่ผ่านมา....แต่มันก็มีผลกระทบต่ออะไรกับจิตใจของฉันเลย  เพราะในทางกลับกันฉันกลับมีความสุขมากกว่าเพราะได้ลอยกับเพื่อนๆและกับครอบครัว  ซึ่งเป็นที่สิ่งฉันประทับใจมากกว่า  <3 <3

            จากนั้นหลังลอยกระทงเสร็จฉันและเพื่อนสาวก็ไปปล่อยโคมลอยเพื่อเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกและเรื่องราวร้ายๆให้ไปพ้นจากตัวของเรา  แต่!!!! ในขณะที่ปล่อยโคมลอยนั้นก็มีเสียงประทัดดังขึ้นมา  ทำให้ฉันตกใจและกลัวมาก  จนรู้สึกอย่างเดินหนี้ไปให้ไกล  แต่ก็หนี้ไม่ได้เพราะมีคนเล่นกันตลอดสองข้างทางของถนนและบนสะพาน  ผู้คนเยอะแยะมากมายเดินส่วนทางกันวุ่นวายเกือบจะเหยียบหัวกันตายได้ละมั่ง !!!!  คนที่ว่าเยอะแล้วน่ะ  รถยังติดกันเป็นแถวยาวอย่างขบวนรถไฟ  โอ้ย!!! ชีวิตจะบ้าตาย

                แล้วก็ออกเดินทางต่อไปมุ่งหน้าไปที่ประตูท่าแพ  รถก็ติดคนก็เยอะอีกตามเคย..แต่ก็ยังไป ^^ เพื่อไปดูการจัดงานประดับโคม  เป็นการจัดประดับโคมที่สวยงามมากแบ่งออกเป็นแต่ละประเทศในอาเซียน

                และวันสุดท้ายของวันลอยกระทงก็มีการแห่ขบวนกระทง  เป็นที่สวยสดงดงามมากของแต่ล่ะมหาลัยและของส่วนราชการ  แต่ก็มีเหตุเกิดขึ้นในขณะนั้น !!! ก็คือ ฟ้าฝนไม่เป็นใจทำให้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก  แต่ขบวนก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเดินต่อไปเรื่อยๆๆ น่าสงสารแท้ @-@ 

                สุดท้ายถึงจะไม่มีคู่ลอยกระทงแต่ก็ยังมีเพื่อนที่คอยเคียงข้างกันไปในวันที่ฉันเหงา  ทำให้รู้สึกฉันรู้สึกไม่เดียวดาย......0-0  จะเก็บภาพความทรงจำนี้ไว้ตลอดไป.......<3<3<3



ประมวลภาพลอยกระทง


 



















สรุปบทที่ 4


บทที่ 4
E-business  strategy

  

ความหมายของ  strategy  คือ  การกำหนดกลยุทธ์ ทิศทางการปฏิบัติในอนาคต เพื่อที่จะตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าองค์กรจะทำอะไร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรที่วางไว้

ความหมายของ  E-business  คือ  วิธีการที่จะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยการนำเอาการสื่อสารระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน

Business Strategy 
คือกลยุทธ์ที่จะทำให้แบบจำลองทางธุรกิจ เป็นจริงได้ ทำยังไงให้การสร้างมูลค่านั้นเป็นจริงได้   ขั้นตอนกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์  ทั้ง 4 ขั้นตอนดังนี้
  1. Strategy evaluation  :  กลยุทธ์การประเมิน
  2. Strategy objectives  :  กลยุทธ์การวางแผนวัตถุประสงค์
  3. Strategy definition  :  กลยุทธ์การกำหนดนิยาม
  4. Strategy implementation  :  กลยุทธ์การดำเนินงาน


กลยุทธ์ของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business Strategies)

             กลยุทธ์ เป็นตัวกำหนดทิศทางและการดำเนินงาน ด้านต่างๆ ขององค์กร  เป็นเสมือนกับเหตุผลและความมุ่งหมายขององค์กร  สรุปปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้ได้ซึ่งก็คือ              
  • ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในตลาดขณะนี้หรือไม่ 
  • กำหนดนิยามว่าจะไปถึงวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างไร
  • กำหนดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้เปรียบคู่ค้าในตลาด
  • จัดหาแผนงานระยะยาวเพื่อพัฒนาองค์กร 

 องค์ประกอบที่สำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ คือ การสร้างช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ให้กับองค์กร กลยุทธ์ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนหรือเหมาะสม  หากปราศจากการกำหนดเป้าหมาย  การดำเนินงานจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและติดขัด
การใช้ช่องทางการค้าที่ถูกต้อง สามารถสรุปได้ดังนี้
  •  เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง
  •  ใช้ช่องทางที่ถูกต้อง 
  •  ใช้ข้อความที่จะสื่ออย่างถูกต้อง 
  •  ใช้ในเวลาที่ถูกต้อง 

กลยุทธ์ของธุรกิจเล็กทรอนิกส์ ต้องกำหนดวิธีที่องค์กรจะได้รับคุณค่าจากการใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์

 ภาพรวมกลยุทธ์ขององค์กร


ความสัมพันธ์กลยุทธ์ขององค์กร



E-channel strategies
 คือ การสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการกระจายสินค้า ทั้งจากลูกค้า และคู่ค้า  โดยที่ช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถกำหนดวิธีการที่ใช้ทำงานร่วมกับช่องทางอื่นๆจากหลายช่องทางของกลยุทธ์   E-Business

multi-channel e-business strategy
กลยุทธ์หลายช่องทาง e - business เป็นการกำหนดวิธีการทางการตลาดที่แตกต่าง และ ช่องทางของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นจึงควรมีการบูรณาการ และ ทุกๆกลยุทธ์ควรจะสนับสนุนซึ่งกัน

ตัวอย่าง multi-channel



Strategy Formulation
  • การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อหาโอกาสและภัยคุกคาม โดยพิจารณา ในแง่ต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การต่างประเทศ ตลาด ลูกค้า คู่แข่ง ผู้สนับสนุนวัตถุดิบ และตลาดแรงงาน ฯลฯ
  • การวิเคราะห์สถานการณ์ภายในเพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อน เช่น ความสามารถ ด้านการตลาด การผลิต การเงิน สารสนเทศ กฎระเบียบ การจัดการ และ ทรัพยากรบุคคล ฯลฯ
  • การกำหนดหรือทบทวนวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์การเพื่อกำหนดให้แน่ชัดว่า
                  - องค์กการของเราจะมีลักษณะเช่นใด
                  - มีหน้าที่บริการอพไรแก่ใครบ้าง
                  - โดยมีปรัชญาหรือค่าความนิยมหลักในการดำเนินการเช่นใด
  • การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การในระยะของแผนกลยุทธ์
  • การวิเคราะห์และเลือกกำหนดกลยุทธ์และแนวทางพัฒนาองค์การ


Strategic Implementation
  • การกำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน
  • การวางแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ระบุกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการ
  • การปรับปรุง พัฒนาองค์การ เช่น ในด้านโครงสร้าง ระบบงาน ทรัพยากรบุคคล วัฒนธรรมองค์การและ ปัจจัยการบริการต่างๆ ในองค์การ


Strategic Control and Evaluation
  • การติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์
  • การติดตามสถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ ทีอาจเปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจทำให้ต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์




การจัดวางกลยุทธ์








สรุปบทที่ 3


บทที่ 3
E-ENVIRONMENT


นักปราชญ์ชาวจีนนาม  ซุนวู  ได้กล่าวไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า " รู้เขา  รู้เรา  รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง " " รู้เขา " วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกเสียก่อน  " รู้เรา "  วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในเป็นลำดับ


Business Environment


สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จึงสามารถแบ่งออกได้เป็น ประเภทหลักๆ  ได้แก่

- สิ่งแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment) คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนดและควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจโดยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน

- สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร (External Environment) หรือภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด  ซึ่งประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค


สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับจุลภาค  
(Micro External Environment)

 คือ ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถ ควบคุมได้ แต่สามารถเลือก ที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

1.     ตลาด หรือลูกค้า (Market)
2.     ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ (Suppliers)
3.     คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries)
4.     สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์ (Publics)



สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับมหภาค  
(Macro External Environment)


คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกได้เป็น ประการ ได้แก่
  1.  ด้านการเมืองและกฎหมาย
  2. เศรษฐกิจ
  3. สังคม
  4. เทคโนโลยี
  5. วัฒนธรรมและประเพณี


การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจ



S (Strengths)  จุดแข็ง
            เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่มีอยู่  จุดแข็งนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ  ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่างผู้บริหารและบุคลากร  เช่น  มีสถานภาพทางการเงินที่มั่นคง  ที่ตั้งอยู่ใกล้ทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งจัดจำหน่าย  บุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ

W (Weaknesses)  จุดอ่อน
            เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ  อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด  เช่น  ขาดสภาพคล่องทางการเงิน  สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพไม่คงที่  ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร

O (Opportunities)  โอกาส
            เป็นปัจจัยภานนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้  แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ  เช่น  กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น  นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ ฯลฯ

T (Threats)  อุปสรรค
            เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้  และเป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจเสียหาย  เช่น  รัฐบาลขึ้นภาษี  ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ  วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ฯลฯ


การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix


กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy)
            เป็นการใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี  ประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาส เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรุก

กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST Strategy)
            เป็นการใช้จุดแข็งป้องกันอุปสรรค  ประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็ง เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงป้องกัน

กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO Strategy)
             เป็นการขจัดจุดอ่อนโดยใช้โอกาส  ประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาส  เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงแก้ไข

กลยุทธ์เชิงรับ (WT Strategy)
              เป็นการขจัดจุดอ่อนป้องกันอุปสรรค  ประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อน  เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรับ


E-environment



Social Factor

สภาวะแวดล้อมทางสังคมเป็น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมประกอบไปด้วย ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งในแต่ลสังคมก็จะมีทัศนคติทางสังคม ค่านิยม และวัฒนธรรม ที่ แตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยน แปลงทางด้านประชากร บทบาทหรือสถาน ภาพของบุคคล และระดับชนชั้นทางสังคม ภูมิศาสตร์หรือกาย
ภาพรอบๆ ธุรกิจ สภาพ ของดิน น้ำ แร่ธาตุ หรืออากาศ เช่น ภาวะโลก ร้อน ภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์ 

Political and Legal Factor


สภาวะแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายประกอบธุรกิจของประเทศ โดย เฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบผสมผสานพรรคบ่อยๆ นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะอ่อนไหวกับปัจจัยทาง การเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายแลมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน กฎ ระเบียบที่ใช้สำหรับการค้าระหว่างประเทศ 

Economic Factor

สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ(Economic) เศรษฐกิจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นปริมาณการจัดสรรและการใช้ทรัพยากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีแรงผลักดันที่สำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ ซึ่งมีปัจจัยที่จะต้องนำมาศึกษาหลายปัจจัย เช่น
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (Gross  Domestic  Product : GDP)  เป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ  เนื่องจากเป็นการชี้นำว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่ออำนาจในการบริโภคของประชาชนโดยรวมในทิศทางใด
ค่าเงินบาท  ธุรกิจที่เสียประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนใหญ่จะเป้นผู้ส่งออก  แต่ในทางกลับกันการแข็งตัวค่าของเงินบาทจะมีผลดีต่อธุรกิจประเภทที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ
อัตราการว่างงาน  ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานขึ้นในทุกประเทศ
ภาวะราคาน้ำมัน  ความผันผวนของราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค่า  ทำให้ราคาสินค้าสุงขึ้น
ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย   เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอัตราดอกเบี้ยจะขยับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตของกิจการสูงขึ้นตามไปด้วย  ในทางตรงกันข้ามหากสภาพคล่องทางการเงินมีมากอัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลง  ผู้คนในสังคมจะมีกำลังซื้อมากขึ้น


Technological Factor

สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นยุคความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์กรธุรกิจ เช่น การใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การใช้ชุดคำสั่ง (Software) เพื่อช่วยการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดระบบบัญชีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานของคน ส่งผลให้องค์กรต้องลดจำนวนพนักงานลงและต้องเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานที่เหลือ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปถึงสถานที่ ห้องทำงาน ลักษณะงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการต่างๆ







สรุปบทที่ 2 (ส่วนที่สอง)


สรุปบทที่ 2
E-business  infrastructure



Blog  คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์  โดยเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้ ซึ่งข้อมูลประกอบด้วยข้อความรูป และลิงค์
บุคคลที่โพสตลงใน entries  เรียกว่า  blogger


จุดเด่นของ Blog
  •  เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านที่  เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน
  • มีความสะดวกและง่ายในการเขียน Blog ทำให้สามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของผู้เขียน blog ได้ง่ายขึ้น
  •  Comment จากผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกันบางครั้งทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ

ข้อแตกต่างของ Blog กับเว็บประเภทอื่น
  •  การใส่ข้อมูลใหม่ทำได้ง่าย
  •  มี template อัตโนมัติช่วยจัดการ
  •  มีการกรองเนื้อหาแยกตามวัน ประเภทผู้แต่งหรืออื่นๆ
  •  ผู้ดูแลจัดการ blog สามารถเชิญ หรือ  เพิ่มผู้แต่งคนอื่น โดยจัดการเรื่องการอนุญาตและการเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย
  •  เจ้าของ blog จะเป็นผู้สร้างหัวข้อสนทนาเท่านั้น
ตัวอย่างของ blogger







Internet Forum
  • ทำหน้าที่คล้าย bulletin board และ newsgroup
  • มีการรวบรวมข้อมูลทั่วๆไป เช่น เทคโนโลยีเกม,คอมพิวเตอร์การเมือง ฯลฯ
  • ผู้ใช้สามารถโพสหัวข้อลงไปในกระดานได้ 
  • ผู้ใช้คนอื่นๆ ก็สามารถเลือกดูหัวข้อหรือแม้กระทั่งโพส ความคิดเห็นของตนเองลงไปได้



Wiki

  • สามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์ โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร html 
  • Wikiเน้นการทำระบบสารานุกรม, HOWTOs ที่รวมองค์ความรู้หลายๆ แขนงเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะ
  • Wikipedia  เป็นเหมือนสารานุกรม (Encyclopedia) สาธารณะที่ทุกคนสามารถใส่ข้อมุลลงไปได้  รองรับมากกว่า 70 ภาษารวมทั้งภาษาไทย
  • มีการประยุกค์ใช้ซอฟต์แวร์วิกิที่สำคัญยิ่งในการสร้างสารานุกรม  http://www.wikipedia.org
  • วิกิพีเดียในภาคภาษาไทยที่ http://th.wikipedia.org















Instant Messaging
             เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ relative privacy 

ตัวอย่างเช่น Gtalk  , Skype  , Meetro , ICQ , Yahoo Messenger  , MSN Messenger และ AOL Instant Messenger  เป็นต้น












Folksonomy(ปัจเจกวิธาน)
การจัดกลุ่มการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปมี แบบ คือ
1. ค้นหาในเนื้อความ  (Text Search)
2. เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา  (Chronological)
3. แยกตามกลุ่มประเภท  (Category, Classification)

 ค้นหาในเนื้อความ  (Text Search)
ตัวอย่างเช่น Google ที่ก่อตั้งโดย Sergery Brin และ Larry Page ได้ออกแบบเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บโดยคำนวณจากการนับ Link จากเว็บอื่นที่ชี้มาที่เว็บหนึ่ง ๆ


เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา  (Chronological)
เนื่อหาข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงลำดับเวลาโดยแสดงตามเวลาใหม่ล่าสุดก่อน  เช่น  เว็บไซต์ประเภทข่าวอย่าง  CNNBBC และ Google

แยกตามกลุ่มประเภท  (Category, Classification)
การจัดระเบียบนี้ยึดเอาหัวข้อเป็นหลักแล้วแยกประเภทออกไป  เช่น  แบ่งหนัวสือเป็นประเภทธุรกิจ หนังสือเด็ก นวนิยาย คอมพิวเตอร์ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ  จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น

คำว่า Folksonomy นี้มีที่มาจากการที่  ใครก็ได้ทุกๆคน (Folk) มีสิทธิในการจัดทำอนุกรมวิธาน
(Taxonomy) หรือ จัดกลุ่มประเภทหมวดหมู่ของเอกสารในดลกอินเทอร์เน็ต  เช่น  การจัดประเภทสัตว์หรือพืช  ต้องอาศัยผู้รู้เพียงกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้เรื่องนั้นๆ

Tag  คือวิธีการใช้ Tag นี้มีความสะดวกตรงที่ไม่ต้องจำลำดับชั้นการจัดระเบียบเช่นเดิม  การค้นเจอเว็บก็ได้จาก Tag หลายๆ ตัวได้  ไม่จำกดอยู่แต่ข้อมูลใน  Folder เดียวกัน







คุณลักษณะพิเศษที่ได้จากปัจเจกวิธาน
  • กระแสการติดตามเว็บใหม่ๆตามชื่อ Tag (Stream  and Feed)
  • การเห็นกลุ่ม Tag ก่อตัวกันมองคล้ายกลุ่มเฆม  (Tag  Cloud)
  • การให้คะแนนความนิยม (Rating and Popularity)
  • การท่องอินเทอร์เน็ตอย่างมีเนื้อหาข้อมูลข้ามสายกัน (Cross-Navigation)


Networking standards
เป็นขบวนการที่เกี่ยวข้องกับทุกๆ protocol & procedure และระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่ใช้ในระบบอินเตอร์เน็ต

TCP/IP
  • ข้อตกลงในการควบคุมการรับส่งข้อมูล และ internet หรือ protocol ของระบบ internet Transmission Control Protocol/Internet Protocol
  • โปรโตคอล   เป็นชื่อเรียกของชุดโปรโตคอลที่สำคัญ  มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายตามการขยายตัวของอินเตอร์เน็ต/อินทราเน็ต

  • โปรโตคอลมีบทบาทสำคัญในการทำงานในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  คือ  Internet Protocol (โปรโตคอล IP)  เมื่อโปรโตคอลอื่นๆต้องการส่งผ่านข้อมููลข้ามเครือข่ายในอินเตอรืเน็ตนั้น  จะต้องอาศัยการผนึกข้อมูล  (encapsulation) ไปกับโปโตคอล IP  ทีมีกลๆกการระบุเส้นทาง (route  service) ผ่าน Gateway  หรือRouter  เนื่องจากกลไกการระบุเส้นทางจะทำงานทeโปรโตคอล  IP  เท่านั้น


The HTTP protocol
HTTP มาจากคำว่า Hypertext Transfer Protocol ซึ่งเป็น protocol ที่ใช้ในการส่งเดต้าต่าง ๆ ในโลกของ World Wide Web

Uniform resource locators (URLs)
 คือ ตัวระบุแหล่งทรัพยากรสากล (URI) ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้สำหรับระบุแหล่งที่อยู่ของทรัพยากรที่ต้องการ และมีกลไกบางอย่างสำหรับดึงข้อมูลทรัพยากรนั้นมา  ในการใช้เอกสารทางเทคนิคและอภิปรายทั่วไปมักจะใช้ยูอาร์แอลอาจหมายถึง ที่อยู่บนเว็บ หรือที่อยู่อินเตอร์เน็ตก็ได้ ซึ่งปกติแล้วเรามักพิมพ์ยูอาร์แอลในแถบที่อยู่ของเว็บเบราว์เซอร์เพื่อเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์

Domain names
 คือ ชื่อเว็บไซต์ (www.yourdomain.com) ที่สามารถเป็นเจ้าของ ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น เพื่อการเรียกหาเว็บไซต์ที่ต้องการ   เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง  Adddress  ของ  Internet  Explorer  ก็จะส่งชื่อไปร้องถามจากเครื่องแปลชื่อ โดเมน (Domain Name server) และได้รับกลับมาเป็นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol)  แล้วส่งคำร้องไปให้กับเครื่องปลายทางตามไอพีแอดเดรส
  • ความยาวของชื่อ Domain ตั้งได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร
  • Domain ต้องจดในชื่อของเราเท่านั้น Domain Ownership
  • ถ้าเป็น Domain ของบริษัท พยายามจดภายใต้ชื่อบริษัท อย่าจดด้วยชื่อพนักงาน IT
  • ข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ Domain คือ Owner Detail
  • ใช้อีเมล์ที่จะอยู่กับเราตลอดไปในการจดโดเมน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ติดต่อกับเราเรียกว่า     Registrant E-mail
  • บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ Domain ของเราไว้ให้ดี วันหมดอายุ ผู้ติดต่อ และอื่น ๆ